18.06.2026
#crypto #fed #usd #macro

เฟดต้องการให้บริษัท Stablecoin ยืนยันตัวตนลูกค้า

ธนาคารกลางสหรัฐฯ เสนอข้อบังคับใหม่ให้ผู้ออก stablecoin เก็บข้อมูลยืนยันตัวตนลูกค้า เช่นเดียวกับที่ธนาคารทั่วไปทำ

เฟดต้องการให้บริษัท Stablecoin ยืนยันตัวตนลูกค้า แหล่งที่มาของภาพ: Bitcoin Magazine

ลองนึกภาพว่าคุณสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้โดยไม่ต้องแสดงบัตรประชาชน นั่นคือวิธีที่บางส่วนของโลกคริปโตทำงาน — และรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนแปลงมัน

ในวันพฤหัสบดี ธนาคารกลางสหรัฐฯ (ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาที่ดูแลระบบเงินและธนาคารของประเทศ) เสนอข้อบังคับใหม่สำหรับบริษัทที่ออก stablecoins (เหรียญดิจิทัลที่ออกแบบมาให้มีมูลค่าเท่ากับ $1 เสมอ ใช้เหมือนเงินสดในโลกคริปโต)

ข้อกำหนดของกฎใหม่: ก่อนเปิดบัญชี ผู้ออก stablecoin จะต้องเก็บข้อมูลจากลูกค้าแต่ละราย:

นี่คือการตรวจสอบตัวตนแบบเดียวกับที่ธนาคารและนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ใช้มากว่า 20 ปี เป้าหมายคือเพื่อหยุดการ ฟอกเงิน (การซ่อนแหล่งที่มาของเงินที่ผิดกฎหมาย) และป้องกันไม่ให้อาชญากรเคลื่อนย้ายเงินอย่างลับๆ

ทำไมถึงเกิดขึ้นตอนนี้: สิ่งนี้เกิดขึ้นตาม Genius Act กฎหมายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามในเดือนกรกฎาคม 2025 ซึ่งสร้างกฎระเบียบอย่างเป็นทางการฉบับแรกของสหรัฐฯ สำหรับ stablecoins กฎหมายกำหนดว่า:

ข้อควรระวัง: กฎหมายอาจมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดในวันที่ 18 มกราคม 2027 แต่กฎระเบียบการยืนยันตัวตนที่ละเอียดอาจไม่เสร็จสิ้นจนถึงปี 2027 นั่นหมายความว่ากฎหมายอาจมีผลบังคับใช้ก่อนที่กฎทั้งหมดจะพร้อม

ไม่ใช่ทุกคนที่สบายใจ ผู้ว่าการเฟด Michael Barr เตือนว่า stablecoins ยังคงมีความเสี่ยงจริง และผู้กระทำผิดสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดได้ "ง่ายเกินไป" เมื่อใช้สินทรัพย์ดิจิทัล

รายละเอียดที่ชาญฉลาด: กฎระเบียบจะใช้เมื่อมีการ แลกเปลี่ยน stablecoin เป็นเงินสดโดยตรง กับผู้ออก — แต่การโอนเหรียญระหว่างบุคคลในตลาดแลกเปลี่ยนจะไม่ต้องการการยืนยันตัวตน

สรุป: วอชิงตันกำลังทำงานเพื่อให้ stablecoins ปฏิบัติตามกฎเดียวกันกับธนาคารแบบดั้งเดิม สำหรับผู้ใช้ทั่วไป นี่หมายถึงการตรวจสอบตัวตนมากขึ้น แต่ยังหมายถึงระบบคริปโตที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย ประชาชนมีเวลา 60 วันในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอ

นี่คือสรุปที่สร้างโดย AI อ่านบทความต้นฉบับได้ที่: https://bitcoinmagazine.com/news/federal-reserve-moves-to-close-stablecoin

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน ควรศึกษาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน